Negative SEO คือการทำ SEO ในทางลบเพื่อโจมตีคู่แข่ง
ปัญหา Black Hat SEO ที่โจมตีเว็บไซต์ มักเป็นที่รู้จักในชื่อ Negative SEO (การทำ SEO ในทางลบเพื่อโจมตีคู่แข่ง) ซึ่งส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่การสร้าง ลิงก์สแปม (Spam Backlinks) หรือการสร้างเนื้อหาซ้ำเพื่อทำให้ Google เข้าใจผิดและลงโทษเว็บไซต์ของคุณ การแก้ไขและป้องกันการโจมตีจาก Black Hat SEO สามารถตรวจสอบอย่างได้ที่ ahrefs.com , semrush , ubersuggest
ขั้นตอนการแก้ไขและป้องกัน Negative SEO Attack
1. ตรวจสอบและระบุสัญญาณเตือนทันที
สิ่งที่ต้องทำคือการตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของคุณกำลังถูกโจมตีหรือไม่ โดยดูจากสัญญาณเหล่านี้:
- การแจ้งเตือนใน Search Console: ตรวจสอบ Google Search Console (GSC) ทันทีในส่วน “Manual actions” และ “Security issues” หากมีข้อความแจ้งเตือนแสดงว่าเว็บไซต์ถูก Google ลงโทษหรือตรวจพบมัลแวร์
- ทราฟฟิกและอันดับลดลงอย่างรวดเร็ว: หากอันดับคีย์เวิร์ดและ Organic Traffic ลดลงอย่างฮวบฮาบโดยไม่มี Core Update ใหญ่ ๆ เป็นสาเหตุ อาจเป็นสัญญาณของการโจมตี
- การเพิ่มขึ้นของ Backlinks ที่ผิดปกติ: ใช้ GSC (ส่วน Links) หรือเครื่องมือ SEO ภายนอก (เช่น Ahrefs, SEMrush) ตรวจสอบ Backlinks ที่เข้ามาใหม่ หากมีลิงก์จำนวนมากผิดปกติมาจากเว็บไซต์คุณภาพต่ำ หรือใช้ Anchor Text ที่ไม่เกี่ยวข้อง (เช่น คำสแปม, การพนัน, ยาเสพติด) ให้ระบุรายชื่อไว้
ให้ดูตรงแถบฝั่งซ้ายของ Google Search Console (GSC) มองไปที่ลิงก์
2. การจัดการกับลิงก์สแปม (Toxic Backlinks)
ขั้นตอนสำคัญที่สุดในการแก้ไข Negative SEO ที่เกิดจากการสร้างลิงก์คุณภาพต่ำเข้าสู่เว็บไซต์
รวบรวม Bad Backlinks: ลิสต์รายชื่อโดเมน (Domains) หรือ URL ที่เข้าข่ายเป็นสแปมและไม่มีคุณภาพ
- ใช้ Disavow Tool เนื่องจาก Google อาจมองว่าลิงก์สแปมเหล่านั้นเป็นการกระทำผิดกฎของคุณเอง ดังนั้นคุณต้อง ปฏิเสธลิงก์ (Disavow Links) เพื่อบอก Google ว่าคุณไม่ต้องการให้ลิงก์เหล่านั้นมาเป็นปัจจัยในการจัดอันดับ
- วิธีทำ: สร้างไฟล์ข้อความ (.txt) ที่มีรายชื่อโดเมน/URL ที่ต้องการปฏิเสธ (ใส่ domain: นำหน้าชื่อโดเมน) แล้วอัปโหลดไฟล์ดังกล่าวไปที่ Google Disavow Tool (สามารถค้นหาได้ผ่าน Google Search Console)
Link สร้างไฟล์ txt.
https://www.manuelfally.com/calculators/text-file-creator
ข้อควรระวัง: การใช้เครื่องมือนี้ควรทำอย่างระมัดระวัง หากปฏิเสธลิงก์ที่ดีออกไป อาจทำให้อันดับเว็บไซต์ตกลงได้
3. การจัดการปัญหาด้านเทคนิคและเนื้อหา
- ตรวจสอบการแฮ็ก (On-Page Attack): ตรวจสอบไฟล์สำคัญ เช่น .htaccess และ robots.txt เพื่อหาโค้ดแปลกปลอม, การ Redirect ไปยังเว็บไซต์อื่น, หรือลิงก์สแปมที่ซ่อนไว้ (Hidden Text)
- จัดการเนื้อหาซ้ำ (Duplicate Content): หากคู่แข่งคัดลอกเนื้อหาของคุณไปเผยแพร่จำนวนมาก (Content Scraping) ให้ดำเนินการดังนี้:
- ตั้งค่า Canonical Tag บนหน้าเว็บไซต์ของคุณให้ชัดเจนเพื่อระบุว่าคุณคือต้นฉบับ
- หากจำเป็น ให้ รายงานการละเมิดลิขสิทธิ์ (DMCA Takedown Request) กับ Google เพื่อให้ Google ลบเนื้อหานั้นออกจากผลการค้นหา
4. การรักษาความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Proactive Security)
การป้องกันล่วงหน้าสำคัญกว่าการแก้ไข:
- อัปเดตระบบและปลั๊กอิน: อัปเดต CMS (เช่น WordPress), ธีม, และปลั๊กอินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
- ใช้ HTTPS/SSL: เพื่อความปลอดภัยในการรับส่งข้อมูล
- เสริมความปลอดภัย: ใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายขั้นตอน (2FA), ใช้ Firewall ของเว็บ (เช่น Cloudflare WAF) เพื่อป้องกัน Bot และ DDoS
- สำรองข้อมูลเว็บไซต์ไว้สม่ำเสมอเพื่อกู้คืนได้อย่างรวดเร็ว
5. การรายงานต่อ Google
หากเว็บไซต์ถูกโจมตีอย่างรุนแรง หรือโดน Manual Action:
รายงาน Spam เราสามารถรายงานเว็บไซต์ที่ทำ Black Hat SEO หรือ Negative SEO ผ่านเครื่องมือ Report Spam ของ Google หรือส่งคำขอพิจารณาใหม่ (Reconsideration Request) หากเว็บไซต์โดน Manual Action ให้แก้ไขปัญหาทั้งหมดให้เรียบร้อยแล้วส่งคำขอพิจารณาใหม่ผ่าน GSC
- การป้องกัน Negative SEO ที่ดีที่สุดคือการ หมั่นตรวจสอบ Backlinks และ รักษาความปลอดภัยของเว็บไซต์ ให้แข็งแกร่งอยู่เสมอ หากพบปัญหาลิงก์สแปม ให้ใช้ Disavow Tool เพื่อตัดความสัมพันธ์กับลิงก์เหล่านั้นโดยเร็วที่สุด
ระยะเวลาการแก้ไข ให้อันดับกลับมา
ภายใน 1-3 สัปดาห์Google จะ รับไฟล์ของคุณไปเก็บไว้ และเริ่มนำรายการไปพิจารณาในระบบ
2 – 3 เดือนGoogle จะเริ่ม รวบรวมข้อมูล (Crawl) และประมวลผล (Reprocess) ลิงก์ที่คุณปฏิเสธอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงเวลานี้คุณอาจเริ่มเห็นสัญญาณของการฟื้นตัวเล็กน้อยหากลิงก์เหล่านั้นเป็นสาเหตุหลักของปัญหา
3 – 6 เดือนผลกระทบเต็มที่ (Full Effect) จะเริ่มปรากฏให้เห็น หากปัญหาอันดับที่ลดลงมีสาเหตุมาจากลิงก์สแปมจริง ๆ อันดับและ Organic Traffic ก็ควรจะเริ่มดีขึ้นอย่างชัดเจน

